[ Eng / Thai ]

       ชีวิตที่สองของผู้วาด; จิต-วิญญาณ

     หากท่านจะถามผู้วาดว่า ทำไมผู้วาดจึงมีความรักและหลงใหลในงานศิลปะ ผู้วาดก็คงจะตอบได้ว่า งานศิลปะทำให้เกิดความสุข และความผ่อนคลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่นำมาทั้งพลังกายและพลังใจ
     เมื่อครั้งที่ผู้วาดเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นอกจากที่จะต้องเรียนวิชาสามัญทั่วไปแล้ว ผู้วาดก็ค้นพบว่ามีงานชื่นชอบในงานศิลปะเป็นพิเศษอีกด้วย
     การวาดภาพในเวลานั้น อุปกรณ์ที่ใช้แม้จะมีเพียงดินสอ สีเทียน และสีน้ำ ครบบ้างไม่ครบบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ คือแรงใจ และความใฝ่ฝันที่จะทำในสิ่งที่รัก

     จากวันนั้นจนถึงวันนี้ หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในใจเสมอมาคือ การแบ่งเวลาให้กับการวาดภาพ เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้จับพู่กัน อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความฝัน และจินตนาการก็พร้อมจะโลดแล่นออกมาแต่งแต้มสีสัน ถ่ายทอดเรื่องราวความสวยงามลงบนผืนผ้าใบ
      ผู้วาดรู้สึกสนุกสนาน ผ่อนคลาย และรู้สึกเป็นสุขในหัวใจทุกครั้งที่ได้ปลดปล่อยตนเองเข้าสู่โลกแห่งศิลปะ ผู้วาดก็เชื่อว่า ทุกท่านที่ชื่นชอบในเส้นทางแห่งศิลป์ที่มีหัวใจเดียวกัน คงจะสัมผัสกับความสุข และความผ่อนคลายในลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกัน


    

     ในช่วงเวลาที่ทุกหนทุกแห่งประสบกับปัญหาวิกฤตทางเศรษญกิจ ผู้วาดก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เผชิญกับปัญหาอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ หลายต่อหลายครั้งที่ดิฉัน ท้อแท้ อ่อนแอและหมดกำลังใจ เกือบที่จะยอมพ่ายแพ้ต่อชีวิตการทำงาน แต่เมื่อได้มองไปที่ถาพของพระพุทธองค์ที่ผู้วาดได้วาดไว้ พระพักตร์ของพระองค์ดูอ่อนโยนราวกับพระองค์ให้กำลังใจและกำลังตรัสกับผู้วาดว่า “ชีวิต คือความไม่แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา...ลูกต้องผ่านไปได้” แล้วผู้วาดก็ได้เรียนรู้ว่า ทุกข์ สุข ร้อน หนาวนั้นอยู่ที่ใจ สิ่งภายนอกไม่สามารถทำให้มนุษย์ตกต่ำได้ นอกเสียจากสิ่งที่เกิดจากภายในใจของมนุษย์เอง

     นับจากวันนั้น ไม่ว่าผู้วาดจะพานพบกับปัญหาใดๆ ผู้วาดก็สามารถประคับประคองตน ก้าวผ่านพ้นปัญหาได้ด้วยดี และก็คิดได้ว่าหากชีวิตคนเราเคยทุกข์อย่างจนถึงที่สุด ก็จะไม่มีสิ่งใดมาทำให้ทุกข์มากไปกว่านี้อีกแล้ว ดิฉันเข้าใจเกี่ยวกับธรรมะมากขึ้นว่า “ธรรมะคือชีวิต และชีวิตคือธรรมชาติ” เมื่อเรารู้จักธรรมชาติแล้วเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติให้ได้เช่นกัน


    
      การที่ภาพวาดแห่งพระพุทธองค์เตือนสติ และชี้ทางปัญญาให้แก่ผู้วาดในครั้งนั้น ผู้วาดจึงตั้งปณิธานว่าจะวาดภาพพระพุทธองค์ทั้งหมด 27 ภาพ (2+7=9) เพื่อเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธองค์ สาเหตุที่ผู้วาดกำหนดให้เป็นเลขจำนวนนี้ นั่นเป็นเพราะผู้วาดเป็นคนที่เชื่อมั่นและศรัทธา เพราะความหมายของเลจ 9 หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า และเลข 9 จะนำมาซึ่งสิ่งดีงามในชีวิต
     
      แม้ว่าในขณะนี้จะมีภาพทั้งหมดเพียง 27 ภาพเท่านั้น แต่ดิฉันก็รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่มีความสำเร็จในระดับหนึ่ง ในอนาคตดิฉันมีความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งก็คงต้องขอกำลังใจ ความคิดเห็น จากผู้ชมและเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้ดิฉันสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไป
     
      ภาพทุกภาพล้วนแล้วแต่ออกมาจากจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของผู้วาดที่ได้ถ่ายทอดออกมา พร้อมกับสอดแทรกแง่คิด หลักธรรม คำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
     
      ...ความสุข อยู่ไม่ไกลค่ะ ถ้าเพียงแต่ใจเรามองเห็น...วันนี้ดิฉันพบความสุขแล้วจากงานอันเป็นที่รัก...และท่านล่ะคะ กำลังค้นหาความหมายแห่งชีวิตหรือเปล่า...ดิฉันหวังว่า เมื่อท่านได้ชมภาพวาดของดิฉันแล้ว...ท่านจะพบความหมายแห่งชีวิตและทางแห่งความสุขบ้างเช่นกัน...

 

     จากข้อความข้างต้นเป็นความคิดและความเชื่อส่วนบุคคลของผู้วาด ซึ่งคงไม่แตกต่างไปจากพื้นฐานความคิดของนักศิลปะท่านอื่นๆ แม้อาจจะแตกต่างกันบ้างในด้านผลงาน แต่ความเข้าใจในความหมาย ดิฉันเชื่อเราจะถ่ายทอดถึงกัน

 

คำกล่าวขอบคุณสำหรับความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้

กราบบูชาพระพุทธเจ้าและคุณพระศรีรัตนตรัยที่ให้หนทางสว่างในชีวิต

1. ขอบพระคุณบิดามารดาที่ให้กำเนิด และครอบครัว
2. ขอบพระคุณครูบาอาจารย์ ผู้ให้ความรู้ด้านศิลปะทุกท่าน
3. ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ผู้วาด
4. ขอบคุณคุณครูบ้านภาษาไทยที่ช่วยเป็นกำลังใจให้ทุกเมื่อ
5. ขอบคุณสำหรับการติชมของนักเรียนบ้านภาษาไทยและผู้ชมทุกท่าน
6. ขอบคุณสำหรับปัจจัยที่เอื้ออำนวยในการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ในการวาด
7. ขอบคุณสีอะคิริค สีน้ำมัน ทรายทุกเม็ด กาวทุกหลอด ที่ทำให้ความฝันของผู้วาดสร้างงานศิลป์
8. ขอบคุณผู้ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการจัดแสดงผลงาน


หมายเหตุ: จากคำกล่าวขอบคุณข้างต้น บุคคลใดที่ผู้วาดไม่ได้กล่าวนามนั้น ทุกท่านยังคง
อยู่ในความทรงจำของผู้วาดเสมอมา